






lebua at State Tower สถานที่แต่งงานสไตล์ Classy Timeless มีความเป็นส่วนตัว
เจนหาข้อมูลสถานที่แต่งงานจากเว็บ SabuyWedding ค่ะ ใช้ฟีเจอร์ค้นหาสถานที่แล้วเจอ lebua at State Tower (โรงแรม เลอบัว แอท สเตท ทาวเวอร์) หลังจากนั้นทางโรงแรมก็ติดต่อมาให้ข้อมูล เจนเลยเข้าไปดูสถานที่ค่ะ ซึ่งบรรยากาศที่นี่มีความ Old Money ดู Classy Timeless สไตล์ยุโรปแบบที่ชอบ พื้นที่จัดงานสามารถใช้ได้ทั้ง 2 ชั้น ได้ห้องหมั้นและงานเลี้ยงแยกกัน เป็นส่วนตัว เลยตัดสินใจแต่งงานที่นี่ค่ะ




ตกแต่งงานแบบ Minimal Luxury กลิ่นอายสไตล์ตะวันตก
เจนกับเควิน (เจ้าบ่าว) อยากได้งานแต่งที่ดูไม่ไทยมากไป มีความยุโรป ตะวันตก คอนเซ็ปต์เลยตั้งเป็น Minimal Luxury ที่มีความเรียบง่าย แต่ดูแพง หรูหรา การตกแต่งที่บรีฟทางโรงแรมไป ตอนที่เห็นงานเจนยิ้มเลยค่ะ ทุกอย่างตรงกับเรฟเลย เน้นโทนขาวครีม ใช้งานผ้าเป็นหลัก และประดับด้วยดอกไม้สด 100%
แล้วเนื่องจากสถานที่สวยอยู่แล้ว เราเลยเลือกตกแต่งแบบเรียบง่าย หลัก ๆ จะมีแค่ส่วน Backdrop ถ่ายรูป ฉากเวทีในห้อง Pushkara Ballroom สำหรับทำพิธีหมั้น ฉากเวทีในห้อง Aravinda Ballroom ที่ใช้ตอนงานเลี้ยง และมีประดับโต๊ะบ่าวสาว โต๊ะเค้ก โต๊ะอาหารที่เซ็ตเป็น Long Table ด้วย โดยจะตกแต่งเป็นโทนเดียวกันทั้งงานเลยค่ะ



งานหมั้นช่วงเช้า เรียบง่ายแต่อิ่มใจ
สำหรับพิธีหมั้น แม้เจ้าบ่าวจะเป็นคนไต้หวัน แต่พิธีการของเขาก็มีความคล้ายไทย เราคุยกันแล้ว จึงเลือกจัดเป็นพิธีไทยที่เรียบง่าย เริ่มประมาณ 8.00 น. ด้วยช่วงเจ้าบ่าวไปรับตัวเจ้าสาวเลยค่ะ แล้วก็มาทำพิธีหมั้นสวมแหวนและรับไหว้แค่นั้นค่ะ
ส่วนของรับไหว้ เนื่องจากวัฒนธรรมไต้หวันถือว่าพวก จาน ช้อน แก้ว ร่ม ไม่เป็นมงคล เราเลยเลือกเป็นของที่ใช้งานได้จริงและไม่มีความหมายเชิงลบ ก็ได้เป็นผ้าขนหนูคุณภาพดี ใส่ไว้ในตะกร้าสานผูกโบว์ค่ะ




ของชำร่วย เราเลือกเป็นก้านหอมค่ะ เพราะรู้สึกว่าดูมินิมอลและใช้งานได้จริง จะนำไปตั้งในห้องนอน ห้องน้ำ หรือที่ทำงานก็ได้ แล้วก็อยากให้สื่อถึงความหอมหวานของความรักด้วยค่ะ ให้แขกทุกคนกลับบ้านไปพร้อมความรู้สึกดี ๆ



งานเลี้ยงฉลองอบอุ่น ได้ทานอาหารพร้อมแขกคนสนิท
พิธีในงานเลี้ยงของเราก็เรียบง่ายเหมือนกันค่ะ เริ่มจากเปิดตัวบ่าวสาว ซึ่งตรงนี้จะมีกิมมิกเล็ก ๆ คือช่วงนี้เรามีไวโอลินบรรเลงเพลงคลอในงานด้วย ตอนเปิดตัวเลยให้นักไวโอลินมาเดินเล่นนำหน้าบ่าวสาวค่ะ
พอถึงเวที เรามีพิธี Vow นิดนึง แล้วก็ไปนั่งที่โต๊ะบ่าวสาวที่เราเซ็ตขึ้นมาเพราะอยากทานอาหารร่วมกับแขก จากนั้นจะมีการอวยพรจากพ่อแม่และเพื่อนสนิท โดยเจนได้วางแผนที่นั่งให้เพื่อนและผู้ใหญ่อยู่ด้านหน้า เพื่อให้เดินออกมาอวยพรได้ง่าย ๆ ค่ะ






อีกหนึ่งช่วงไฮไลต์ของงานคือช่วงตัดเค้ก ซึ่งเราเลือกใช้เป็นเค้กจริงที่สามารถทานได้จริงค่ะ ส่วนช่วงโยนดอกไม้ เจนอยากส่งต่อความสุขและโอกาสดี ๆ ให้เพื่อนสนิทตั้งแต่เด็ก จึงนำช่อดอกไม้ไปให้เขาแทนการโยนค่ะ




สำหรับอาหารงานเลี้ยง เราเลือกเป็นเสิร์ฟคอร์ส 3 อย่างค่ะ แขกจะได้นั่งสบาย ๆ ไม่ต้องลุกไปตักอาหารเอง แล้วยังดูเป็นระเบียบ รูปถ่ายสวย โดยเมนูจะเป็นไทยฟิวชั่น ที่คนไทยและคนต่างชาติทานได้ เริ่มด้วยสลัดยำส้มโอปู ตามด้วยแซลมอนย่างซอสแกงเขียวหวานเสิร์ฟกับข้าวอัญชัน และปิดด้วยข้าวเหนียวมะม่วงไอศกรีมกะทิค่ะ


ถ้าให้พูดถึงความประทับใจ เจนประทับใจโรงแรมตั้งแต่คืนก่อนวันแต่งงานที่เข้าไปพักเลยค่ะ ห้องสวยมาก มีอาหารเช้ามาเสิร์ฟถึงห้อง สะดวกสบาย ส่วนการตกแต่งก็ตรงตามที่ต้องการ 100% ด้านอาหารก็อร่อยมาก พนักงานเป็นมืออาชีพ เซลล์ดูแลอย่างดี ทั้งช่วยดูกระโปรง ความเรียบร้อย ประสานงานต่าง ๆ เต็มที่
นอกจากนี้ที่ชอบมากคือแต่งงานที่นี่ เราสามารถถ่ายพรีเวดดิ้งที่โรงแรมได้ด้วย วันแต่งงานก็ขึ้นไปถ่ายรูปบริเวณโดมทองชั้นบนได้ ขับรถผ่าน มองเห็นโดมทองเราก็จะนึกถึงเสมอเลยค่ะ เห็นปุ๊บ นี่ไงที่เราแต่งงาน (หัวเราะ)



แนะนำบ่าวสาว
ถ้าเป็นคู่รักต่างวัฒนธรรม การสื่อสารสำคัญมาก : ตกลงกันให้ชัดก่อนว่าจะเน้นวัฒนธรรมไหน หรือจะผสมผสานแบบไหน แล้วค่อยบรีฟทีมต่าง ๆ ต่อไปค่ะ ของบางอย่างเช่น ของรับไหว้หรือของชำร่วย อาจมีความหมายต่างกันในแต่ละวัฒนธรรม อย่าลืมเช็คกันก่อนนะคะ
มีภาพในหัวชัดเจนก่อน : ว่าต้องการงานแบบไหน ใช้ Pinterest มาช่วย เซฟรูปที่ชอบไว้ แล้วค่อยไปคุยกับทางสถานที่ ขั้นตอนต่อ ๆ ไปจะสนุกมากเลยค่ะ
One Stop Service ช่วยได้มาก : ถ้าเวลาเตรียมงานไม่เยอะหรือไม่อยากวุ่นวาย เลือกโรงแรมที่จัดการตกแต่งให้ทั้งหมดจะช่วยลดการประสานงานได้เยอะมากค่ะ
Photographer : ARTHURPHOTO.BKK






