






The St. Regis Bangkok สถานที่แต่งงานกลางเมือง เชื่อมรถไฟฟ้า เดินทางสะดวก
งานแต่งงานของเอ๊ะกับวี (เจ้าบ่าว) มีแขกจากต่างประเทศเยอะ และยังจัดวันพฤหัสบดีที่ในเมืองรถน่าจะติดมาก โจทย์ในการหาสถานที่แต่งงานจึงต้องการที่ที่เดินทางสะดวก ติดรถไฟฟ้า เลยมองว่าโรงแรมน่าจะสะดวกสุดค่ะ



เอ๊ะกับวีชอบแบรนด์ Marriott อยู่แล้ว เลยโฟกัสที่โรงแรมแบรนด์นี้ เราไปดูมาหลายที่ ซึ่งรู้สึกว่า The St. Regis Bangkok (เดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ) ตอบโจทย์ที่สุด แขกไม่ต้องเดินไกล ลงรถไฟฟ้าก็เดินทางเชื่อมเข้าโรงแรมได้เลย แล้วโลเคชั่นเป็น Center ที่มาง่ายทุกทิศ ไม่ว่าจะมาจากที่ไหนก็สะดวก
นอกจากนี้ Mood & Tone ของโรงแรมเป็นลักชัวรี่แบบเรียบหรู ไม่ได้ดูหวือหวา ตัวห้องบอลรูมเพดานสูง มีกระจกรอบห้อง ได้แสง Daylight ดูโปร่งสบายตา รู้สึกว่าจะช่วยให้งานช่วงเช้าออกมาดูบรรยากาศดี ซึ่งตรงกับที่เราต้องการมาก เพราะมีแขกผู้ใหญ่เยอะ อยากให้เกียรติทุกคนที่มา จึงเลือกแต่งงานที่นี่ค่ะ


งานหมั้นเช้าเรียบหรู บรรยากาศอบอุ่นกับคนสนิท
เราจัดงานหมั้นและงานเลี้ยงห้องเดียวกัน การตกแต่งเลยเป็นเซ็ตเดียวกัน แต่จะต่างกันที่โทนสี ตอนเช้าเอ๊ะใส่ชุดไทยสีทอง ส่วนเจ้าบ่าวใส่ชุดสีเบจ จึงเลือกธีมสีเป็นโทนขาว-เขียว ที่เข้ากันได้กับชุด ดูสวยไม่จมค่ะ
ซึ่งเราไม่ได้อยากได้อะไรเยอะมาก และไม่ชอบ Backdrop ที่เป็นฉากบล็อกไม้มาตั้ง แล้วส่วนตัวเอ๊ะชอบเป็นงานจับเดรปผ้ากับต้องการดอกไม้สดเท่านั้น ในงานทั้ง Backdrop แกลเลอรี่ เวทีในห้อง จุดรับตัว จึงเป็นงานผ้าผสมดอกไม้สดค่ะ






งานหมั้นเช้าเรามีเฉพาะผู้ใหญ่และคนสนิทค่ะ ทุกคนในห้องเราเห็นหน้า รู้จักกันหมด รู้สึกว่าตรงนี้แหละที่ทำให้บรรยากาศอบอุ่นจริง ๆ ค่ะ โดยพิธีการของเราพยายามจัดให้เรียบง่ายที่สุด ไม่มีพิธีสงฆ์ ไม่มีแห่ขันหมาก แต่ยังครบทั้งพิธีสู่ขอ แลกแหวน รดน้ำสังข์ ซึ่งหลังเสร็จพิธี เราก็เลี้ยงโต๊ะจีนแขกผู้ใหญ่ต่อ ส่วนบ่าวสาวก็ไปเตรียมตัวสำหรับงานเย็นค่ะ








งานเลี้ยงเย็นแบบ Standing Buffet บรรยากาศปาร์ตี้ แถมมี Live Painting เซอร์ไพรส์แขก
สำหรับงานเย็น การตกแต่งเราจะเพิ่มดอกไม้โทนเอิร์ธโทน แดง น้ำตาล เข้าไปแซมของเดิม ให้ Mood & Tone แตกต่างจากงานเช้า โดยช่วงนี้รูปแบบการจัดเลี้ยงจะเป็น Standing Buffet ค่ะ คือจริง ๆ เราอยากได้ค็อกเทล ให้แขกได้เดินไปมาชิลล์ ๆ แต่กลัวแขกไม่อิ่มเลยเลือกเป็นอาหารบุฟเฟ่ต์ แล้วปรับเป็นโต๊ะสตูยืนแทน ด้านโรงแรมก็ช่วยปรับ Portion อาหารให้เหมือนค็อกเทล เพื่อให้สะดวกกับการยืนทานด้วยค่ะ



สำหรับของชำร่วย เราเลือกเป็นน้ำหอมสำหรับตู้เสื้อผ้าหรือแขวนในรถ เพราะเอ๊ะชอบใช้น้ำหอมห้อยในรถอยู่แล้ว ซึ่งจะมีให้เลือก 4 กลิ่น เพราะแขกมีทั้งผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก ผู้ใหญ่ อยากให้ทุกคนได้กลิ่นที่ใช่สำหรับตัวเองค่ะ
นอกจากนี้เราได้เตรียม Guest Live Painting ให้ศิลปินมาวาดภาพให้แขกในงานด้วย แขกจะได้มีกิจกรรมทำและได้ภาพกลับบ้าน รู้สึกว่าพิเศษดีค่ะ ซึ่งแขกก็ชอบกันมากเลย



งานเลี้ยงตอนเย็นเราก็ไม่ได้มีอะไรมากค่ะ เพราะแค่อยากให้เพื่อน ๆ มาเจอกัน ได้ทานอาหารอร่อย ๆ เลยพยายามมีพิธีให้น้อยที่สุด หลังจากถ่ายรูปกับแขกที่ Backdrop เสร็จก็เปิดตัว ต่อบ่าวสาวกล่าวทักทายแขก
จากนั้นจะให้เพื่อนสนิทเจ้าบ่าวเจ้าสาวรวม 5 คนพูดอวยพร แล้วก็ไปตัดเค้ก และดึงริบบิ้นช่อดอกไม้ 2 ช่อ คือฝ่ายเพื่อนเจ้าสาวช่อหนึ่ง ฝั่งเพื่อนเจ้าบ่าวช่อหนึ่งค่ะ หลังจากนี้ก็ปล่อยให้ทุกคนสังสรรค์กับวงดนตรีสดค่ะ


จบงานแต่งแล้ว เอ๊ะรู้สึกว่างานออกมาเกินที่คิดไว้มากเลยค่ะ ทั้งทีมเซลส์ที่ดูแลอย่างดี เข้าใจในสิ่งที่เราต้องการ ทีมตกแต่งที่ประสานกันกับทีมโรงแรมได้ลงตัว ตกแต่งไปโทนเดียวกัน สวยงาม และทีม Banquet ที่บริการดีมาก อาหารเติมตลอด ไม่มีขาดเลย นอกจากนี้ยังมีความใส่ใจในรสชาติอาหารด้วย คือเราได้มีการไป Food tasting ก่อน พอบอกให้ปรับ ในวันงานจริงก็ปรับได้ตามที่ต้องการทั้งหมดเลยค่ะ
จนถึงวันนี้ยังมีแขกมาบอกว่านี่คืองานแต่งที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่เคยไป จัดงานดี อาหารอร่อย เอ๊ะได้ยินแล้วรู้สึกว่าภูมิใจมาก การเตรียมงานมาตลอด 1 ปีสำเร็จแล้ว หายเหนื่อยเลยค่ะ (หัวเราะ)



แนะนำบ่าวสาว
จองช่างแต่งหน้า ช่างผม และช่างภาพก่อน : สองอย่างนี้คิวแน่นมากค่ะ ถ้ารู้วันแต่งงานแล้วให้รีบจองทีมที่ชอบไว้เลยค่ะ
เลือกสิ่งที่ตัวเองชอบแล้วใจแข็งไว้ : ระหว่างเตรียมงานจะมีเสียงรอบข้างเยอะมากค่ะ แต่วันแต่งงานเป็นวันของเรา อยากให้เลือกสิ่งที่เราชอบ
ทำ Checklist เตรียมงาน : ช่วยได้มากค่ะ จะได้รู้ว่าเดือนนี้ต้องได้อะไร จะได้เตรียมเสร็จไปเรื่อย ๆ ไม่ตกหล่นและไม่ไปกรองอยู่เดือนสุดท้าย
Photographer : Poramet Photography






