

ครอบครัวคือผู้ช่วยมือหนึ่ง
เราเริ่มเตรียมงานแต่งงานกันตั้งแต่ตอนอยู่อเมริกาค่ะ เสิร์ชหาเอาจากใน Google โดยดูตัวอย่างจากงานแต่งงานคนอื่น แล้วเก็บเป็นตัวอย่างในใจไปเรื่อยๆ หลังจากนั้นก็เริ่มดูโรงแรม โดยให้คุณแม่ของคุณแฟนแฟนเป็นคนช่วยประสานงาน เหมือนเป็นตัวแทนเราเข้าไปจัดการดีลกับร้านค้า สุดท้ายตกลงกันว่าเลือกสถานที่แต่งงานที่ Phothalai Leisure Park (โพธาลัย เลเชอร์ ปาร์ค) ได้สไตล์ไทยๆ ในแบบที่คุณแม่ชอบ เน้นโทนสีทองขาว แซมชมพูให้พอมีสีสันสดใส
การเตรียมงานทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก และเราเน้นใกล้บ้านที่สุด เพราะเรามีเวลาแค่เดือนเดียวในการเตรียมงานแต่งงาน กลับมาถึงไทยปุ๊บเรารีบเลือกชุดกันก่อน โชคดีที่ทรายลองไปแค่ 3 ชุด แล้วบังเอิญเจอแบบที่ชอบพอดี ไซส์ก็เข้ากับเราเป๊ะ เลยตัดสินใจเลือกตัวนั้นเลย หลังจากนั้นเราก็ไปถ่ายรูป และรอรับรูปกัน 1 วันก่อนวันงาน ถึงงานจะฟังดูเร่ง แต่เอาเข้าจริงทุกอย่างกลับชิลล์ ไม่มีอะไรให้ต้องกังวลเลยค่ะ





สำหรับงานที่จัดขึ้นจะเป็นเฉพาะในส่วนของงานหมั้นก่อนค่ะ มีขันหมาก มีสวมแหวน แล้วก็จัดเลี้ยง หลังเรียนจบแล้วถึงจะกลับมาจัดงานเช้าอีกครั้ง เพื่อให้ครบช่วงรับไหว้กับรดน้ำสังข์ค่ะ





ตอนวันงานเราดูพยากรณ์อากาศแล้วเราคิดว่าฝนต้องตกตลอดตั้งแต่เช้าจนถึงเย็นแน่ๆ แต่พอวันงานปรากฏว่าไม่มีฝนเลย ฟ้าใสแดดสวย แล้วเราได้คนคุมงานจากโพธาลัยที่เป็นมืออาชีพมากๆ มาช่วยดูแลหน้างานให้ ทีมดอกไม้ที่เลือกมาก็ทำได้ดีมาก การตกแต่งรวมไปถึงดอกไม้ในงานก็สวย ทุกอย่างก็ลงตัวมาก รู้สึกดีจนหายเหนื่อยเลยค่ะ




แฮปปี้ไว้ ไม่ต้องเครียด
สำหรับทราย การเตรียมงานแต่งงานทางไกลสิ่งที่สำคัญคือเราต้องคุยงานกันตลอด หมั่นอัพเดทงานกันเยอะๆ นอกจากนี้คนที่เราดีลด้วย จำเป็นจะต้องการันตีงานให้เราได้ (และเราก็ต้องคอนเฟิร์มงาน ตัดสินใจให้เขาได้ด้วยเหมือนกัน) ทุกอย่างถึงจะออกมาราบรื่น เช็คว่าเจ้าไหนโอเคไม่โอเคจากในเน็ตเอาก็ได้ อย่างตัวทรายเองก็คุยกับร้านค้าต่างๆ ผ่านทางไลน์ สมัยนี้ทุกอย่างง่ายดาย สะดวกสบาย และรวดเร็วค่ะ
แนะนำบ่าวสาว
Research เยอะๆ : อย่าไปคิดล่วงหน้าว่างานจะออกมาไม่ดี เราดูงานคนอื่นเป็นตัวอย่างได้ แต่อย่าเอาไปเทียบกับของตัวเอง เพราะงานเขากับงานเราไม่มีทางเหมือนกันตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว เอาแบบที่เราแฮปปี้ดีกว่า ถ้ามีคนสแตนบายคอยประสานงานให้ที่ไทยด้วยจะเวิร์คมาก! : อย่างในกรณีของเราก็เป็นคุณแม่ของแฟน เหมือนเป็นแม่งานใหญ่ที่คอยดีลให้ทุกอย่างเลยค่ะ
จ้าง MC อย่างน้อย 1 คน : เป็นจุดที่คนมักจะมองข้ามมากๆ คนส่วนใหญ่มักจะเลือกคนรู้จักกันให้มาช่วย โดยคิดเอาว่าเวลาอยู่กับเราแล้วเขาก็พูดเก่ง น่าจะรับมือไหว แต่เอาเข้าจริงถ้าเขาไม่ได้ทำงานมาด้านนี้โดยตรง พอหมดสคริปต์เขาก็จะไม่รู้ว่าควรต้องทำยังไงต่อ ซึ่งจะทำให้เกิด Dead Air ในงานได้ค่ะ